BullionClick
บูลเลี่ยนคลิก ลงทุนทองคำ คลิ๊ก!

ทองคำ 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้แค่ไหน?

9

ทองคำ 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้แค่ไหน? อ่านเกมรอบใหญ่ที่นักลงทุนทองต้องไม่มองข้าม

ช่วงนี้ตลาดทองคำมีประเด็นใหญ่ให้ติดตามอีกครั้ง หลังจาก Kitco รายงานมุมมองของ James Moglia จาก Rockefeller International ว่าทองคำอาจปรับขึ้นเหนือระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2027 และมีโอกาสไปถึง 8,000 ดอลลาร์ก่อนปี 2030 โดยในกรณีที่ตลาดเกิดภาวะ “เร่งตัวเกินพื้นฐาน” หรือ overshoot ราคาทองคำอาจแตะระดับ 10,000 ดอลลาร์ได้

ตัวเลข 10,000 ดอลลาร์อาจฟังดูแรงมาก แต่ประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์นี้ไม่ใช่การบอกว่าทองคำจะต้องไปถึงระดับนั้นแน่นอน หากแต่เป็นการสะท้อนว่า “ตลาดทองคำรอบนี้อาจไม่ใช่แค่รอบเก็งกำไรธรรมดา” แต่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก

ทองคำกำลังอยู่ในรอบขาขึ้นระยะยาว?

มุมมองของ Rockefeller ชี้ว่าทองคำอาจเข้าสู่ secular bull market หรือรอบขาขึ้นใหญ่ระยะยาวตั้งแต่ปี 2022 หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซีย ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มมองความเสี่ยงของการถือสินทรัพย์สำรองที่อยู่ในระบบดอลลาร์และยูโร

เมื่อทุนสำรองรูปแบบเดิมมีความเสี่ยงทางการเมืองและกฎหมายมากขึ้น ทองคำจึงกลับมาโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผู้ออก ไม่มีความเสี่ยงคู่สัญญา และสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองในภาวะไม่แน่นอนได้ดี

ข้อมูลจาก World Gold Council ยังช่วยยืนยันภาพดังกล่าว โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 ความต้องการทองคำรวม OTC อยู่ที่ 1,231 ตัน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าความต้องการทองคำรวมพุ่งขึ้นถึง 193,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ธนาคารกลางยังเป็นแรงหนุนหลักของทองคำ

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทองคำรอบนี้แตกต่างจากอดีต คือแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายปีที่ผ่านมา

แรงซื้อจากธนาคารกลางมีความสำคัญ เพราะเป็นแรงซื้อที่ไม่ได้อิงกับการเก็งกำไรรายวันมากเท่านักลงทุนทั่วไป หากประเทศต่าง ๆ ยังต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทองคำก็มีโอกาสสร้าง “ฐานราคาใหม่” ที่สูงกว่าอดีตได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงขับเคลื่อนของตลาดเริ่มเปลี่ยนจากธนาคารกลางไปสู่กลุ่มนักลงทุนการเงิน เช่น ETF กองทุน และนักเก็งกำไรระยะสั้น ตลาดทองคำก็อาจผันผวนแรงขึ้นได้เช่นกัน นั่นหมายความว่าแม้ภาพใหญ่ยังเป็นบวก แต่ระหว่างทางอาจมีการย่อตัวแรงให้เห็นได้บ่อยขึ้น

ระยะสั้นทองคำยังไม่ได้ปลอดภัยจากแรงกดดัน

ถึงแม้ภาพระยะยาวจะยังดูแข็งแรง แต่ตลาดทองคำระยะสั้นยังมีแรงกดดันสำคัญ โดย Reuters รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบราว 2 เดือนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2026 จากความกังวลว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงดอกเบี้ยสูง หรืออาจกลับมาใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น

นี่คือจุดที่นักลงทุนต้องแยกให้ออกระหว่าง “ภาพใหญ่” กับ “จังหวะเข้าออก” เพราะทองคำสามารถมีแนวโน้มระยะยาวเป็นบวกได้ แต่ในระยะสั้นยังอาจถูกกดดันจากดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร สภาพคล่อง และการคาดการณ์ดอกเบี้ย

แล้วโลหะเงินยังน่าสนใจอยู่หรือไม่?

ในบทวิเคราะห์เดียวกัน Rockefeller มองว่าโลหะเงินยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี แต่ upside เมื่อเทียบกับทองคำอาจเริ่มแคบลง หลังจากราคาซิลเวอร์ปรับขึ้นแรงมากในปี 2025 และเกิดแรงเหวี่ยงสูงในช่วงต้นปี 2026

ข้อมูลจาก Silver Institute ระบุว่าตลาดเงินยังมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยความต้องการลงทุนในเหรียญและแท่งเงินยังแข็งแรง แต่ความต้องการภาคอุตสาหกรรมบางส่วนเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์และอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อราคาสูง

ขณะเดียวกัน Reuters รายงานโดยอ้างข้อมูล Silver Institute และ Metals Focus ว่าตลาดเงินยังมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องและการเกิด squeeze ได้ หากความต้องการลงทุนกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

สรุปง่าย ๆ คือ เงินยังน่าสนใจ แต่ไม่ควรมองแบบเดียวกับทองคำ เพราะเงินมีความผันผวนสูงกว่า มีตลาดเล็กกว่า และมีปัจจัยอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า นักลงทุนจึงควรใช้เงินเป็นสินทรัพย์เชิง tactical มากกว่าการถือเป็นแกนหลักของพอร์ต

หุ้นเหมืองอาจเป็นอีกธีมที่ต้องจับตา

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มุมมองต่อหุ้นเหมืองทองและหุ้นเหมืองเงิน เพราะหากราคาทองคำทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน บริษัทเหมืองที่ควบคุมต้นทุนได้ดีอาจมีโอกาสเห็นกำไรและกระแสเงินสดดีขึ้น

แต่หุ้นเหมืองไม่เหมือนการถือทองคำโดยตรง เพราะมีความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการ ประเทศที่ตั้งเหมือง ค่าแรง พลังงาน และความผันผวนของตลาดหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น แม้หุ้นเหมืองอาจให้ผลตอบแทนแบบ leveraged upside แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าทองคำแท่งหรือ ETF ทองคำ

นักลงทุนควรอ่านเป้าหมาย 10,000 ดอลลาร์อย่างไร?

เป้าหมายทองคำ 10,000 ดอลลาร์ไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “คำทำนายราคาที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน” แต่ควรมองเป็น scenario หรือฉากทัศน์หนึ่ง หากโลกยังเดินหน้าไปในทิศทางของเงินเฟ้อสูง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น และธนาคารกลางยังลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในทุนสำรอง

สำหรับนักลงทุนทั่วไป สิ่งที่สำคัญกว่าเป้าหมายปลายทาง คือการวางแผนรับมือระหว่างทาง เพราะหากทองคำจะไปถึงระดับสูงมากจริง เส้นทางขึ้นมักไม่ใช่เส้นตรง แต่เต็มไปด้วยการย่อ การพักฐาน และการเขย่าความมั่นใจของนักลงทุน

แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การไล่ราคาด้วยความกลัวตกรถ แต่ควรกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยง ใช้จังหวะพักฐานในการวางแผน และแยกให้ชัดว่ากำลังถือทองเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ป้องกันความเสี่ยง หรือสะสมเป็นสินทรัพย์ระยะยาว

บทสรุป

ภาพใหญ่ของทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งแรงซื้อของธนาคารกลาง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของระบบการเงินโลก ทำให้เป้าหมายระดับ 5,500 ดอลลาร์ 8,000 ดอลลาร์ หรือแม้แต่ 10,000 ดอลลาร์ กลายเป็นประเด็นที่ตลาดเริ่มนำมาพูดถึงจริงจังมากขึ้น

แต่สำหรับนักลงทุน BullionClick ประเด็นสำคัญไม่ใช่การเชื่อเป้าหมายราคาแบบสุดโต่ง หากแต่เป็นการใช้มุมมองเหล่านี้เพื่อเข้าใจว่า “ทองคำกำลังเปลี่ยนบทบาท” จากสินทรัพย์ปลอดภัยระยะสั้น ไปสู่สินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ในโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้น

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และประกอบการติดตามภาวะตลาดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ราคาทองคำและโลหะมีค่ามีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล วางแผนบริหารความเสี่ยง และตัดสินใจลงทุนตามความเหมาะสมของตนเอง

- Advertisement -

Comments are closed.

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More